แบ่งบันประสบการณ์ ธุรกิจเครือข่าย (MLM) และการเงิน เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และก้าวสู่อิสรภาพทางการเงิน
วันอาทิตย์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2556
วันหนึ่ง วิดีโอคลิปนี้ อาจเปลี่ยนชีวิตคุณก็ได้
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ เคยพูดว่า "ความวิกลจริต คือ การทำสิ่งเดิมซ้ำๆ แล้วหวังผลลัพธ์ที่ต่างไปจากเดิม"
... ถ้าคุณกำลังไม่พอใจตัวเลขเงินเดือน ลองมองหางานรูปแบบใหม่ๆดู ผมขอเวลาชั่วโมงครึ่ง คลิกชมวิดิโอนี้จนจบ ยังไม่ต้องเชื่อก็ได้ครับ ขอแค่เปิดใจรับว่า มีสิ่งนี้ที่ทำให้คนเรารวยได้อยู่ในโลกนี้ก็พอ วันหนึ่งมันอาจเปลี่ยนชีวิตคุณก็ได้ครับ
< http://www.youtube.com/watch?v=ZA3Es3XRIL0 >
** หรือเข้ามารู้จักธุรกิจเพียงลงทะเบียนที่
http://www.elite-powerteam.com/tapana
(ผมสัญญาจะเก็บข้อมูลเป็นความลับ ผมไม่ชอบ Spam เช่นกัน)
วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2556
แค่เรียนรู้ ทำตาม เพื่อผลลัพธ์เดียวกัน
เขาทำได้ !! คุณก็ทำได้ !!
แค่เรียนรู้ ทำตาม เพื่อผลลัพธ์เดียวกัน
หลังลองผิดถูกนับสิบปี ไบรอัน เทรซี่ นักเขียนชื่อดังเจ้าของหนังสือฮิต "กินกบตัวนั้นซะ!" และ "จูบกบตัวนั้นซะ!" ต้องทึ่งกับความเรียบเงียบในกุญแจสำเร็จที่เขาพบ.."เพียงค้นหาว่าคนที่ประสบความสำเร็จเขาทำกันอย่างไร แล้วก็ทำตามนั้นจนกว่าได้รับผลลัพธ์เดียวกัน"
ถ้าคุณพร้อมจะศึกษาวิธีทำงานของเด็กหนุ่มคนนี้ คลิกลิงค์เพื่อลงทะเบียนครับ
http://www.elite-powerteam.com/tapana/
(ผมสัญญาจะเก็บข้อมูลเป็นความลับ ผมไม่ชอบ Spam เช่นกัน)
วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556
เรียนไป ทำงานไป ได้เงินด้วย
เหมาะสมแล้วที่โรเบิร์ต คิโยซากิ ตั้งชื่อหนังสือที่เขียนถึงธุรกิจเครือข่ายว่า "โรงเรียนสอนธุรกิจ" เพราะขนาดยังไม่ได้ทำอาชีพนี้ แค่ลองเข้าไปฟังข้อมูลเพื่อตัดสินใจ ก็ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ในรั้วโรงเรียน "เตรียม อ.อ.อ." (เอ็มแอลเอ็ม) และสิ่งทีเกิดขึ้นทันทีที่เป็นนักธุรกิจเครือข่ายชนิดเต็มตัวก็คือ "เรียนไป ทำงานไป ได้เงินด้วย แถมรูปกายภายนอกดูดีอีก" ... ชีวิตจะเพอร์เฟ็คอะไรขนาดนั้น
โรเบิร์ต คิโยซากิ กูรูด้านลงทุนและการเงินชาวอเมริกัน เจ้าของหนังสือซีรี่ส์ดัง "พ่อรวยสอนลูก" ตั้งชื่อเล่มที่เขียนถึงธุรกิจเครือข่ายไว้ค่อนข้างยาวว่า Rich Dad's the Business School for People who Like Helping People (ชื่อไทย "โรงเรียนสอนธุรกิจ สำหรับคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น") แต่คำที่เขาเน้นให้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษบนหน้าปกคือ "the Business School" หรือ "โรงเรียนสอนธุรกิจ"
ขณะอ่านยังไม่ค่อยเก็ตกับชื่อหนังสือ จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายหรือเอ็มแอลเอ็มอย่างเต็มตัว ถึงซาบซึ้งกับคำว่า "the Business School" เพราะทำงานสายอาชีพนี้เหมือนกับเข้าโรงเรียนจริงๆ แต่ที่ดีกว่ามากๆคือ "เรียนไป ได้เงินไป" ไม่ต้องรอให้จบรับปริญญาแล้วค่อยออกไปหางานหาเงินเหมือนสมัยมหาวิทยาลัย
ในฐานะที่เดินผ่านรั้วโรงเรียน อ.อ.อ. มาก่อน ขอแนะนำในนักเรียนใหม่ลืมความรู้เดิม วางอีโก้จากความสำเร็จในสายงานเดิม ทำตัวเป็นแก้วเปล่า รอรับน้ำที่กำลังจะถูกเติม มีตัวอย่างผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจส่วนตัวท่านหนึ่ง กิจการไปได้ดี ค้าขายมีกำไร แล้วหันมาจับงานขาย พอตั้งหลักได้ปุ๊บ ท่านก็ลุยสร้างเครือข่ายด้วยวิธีของตัวเองทันที ไม่สนที่เคยได้ยินได้ฟังมาจากคอร์สอบรมของบริษัท ผลคือแป๊กครับ ถึงสปอนเซอร์คนเข้าเครือข่ายได้ แต่เหนื่อยสายตัวแทบขาด และจำนวนไม่ได้มากตามเป้า เป็นอยู่อย่างนี้หลายเดือน ถึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แนวทางของบริษัทดู ผลคือเวิร์คสุดๆ เหนื่อยน้อย คนที่ตอบรับทำธุรกิจไม่เพียงมาก แต่เป็นคนที่มีประสิทธิภาพด้วย (ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ต้องเดินตามเป๊ะๆ เป็นสูตรคณิตศาสตร์นะครับ แค่ยึดเป็นแนวทาง และปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์)
ส่วนใหญ่ บริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายจะเชิญผู้สนใจเข้ามาฟังบรรยายเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจสมัครทำธุรกิจอยู่แล้ว เรียกว่า OPP (ย่อมาจาก Opportunity หรือ "โอกาส") หรือ Super OPP กรณีที่เป็นงานใหญ่ มีวิทยากรดังๆมาพูด เนื้อหาหลักๆจะเป็นการป้อนทัศนคติใหม่ๆที่มีต่องาน เงิน เวลา และชีวิต ซึ่งจะได้จากการเข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายเมื่อเทียบกับงานประจำที่ทำอยู่ในฐานะมนุษย์เงินเดือน รวมถึงแนะนำบริษัท ผลิตภัณฑ์ตัวสินค้าที่จะนำไปขาย ผลตอบแทนที่ได้รับจากแผนการตลาด โบนัสรูปแบบต่างๆ ฯลฯ
ถ้าเริ่มสนใจธุรกิจเครือข่าย จะมีบรรยายสอนวิธีทำงานกันเลยทีเดียวเสมือนเป็นนักธุรกิจอิสระกันแล้ว เช่น ทำบัญชีรายชื่อผู้มุ่งหวัง (เป้าหมายที่จะติดต่อชักชวน), ไดอะล็อคในการโทรศัพท์นัดหมาย, วิธีนำเสนอแผนงาน, ติดตามผล ฯลฯ ซึ่งมาถึงจุดนี้ เป้าหมายก็มีข้อมูลมากพอแล้วที่จะตัดสินใจเดินหน้าหรือถอยหลังกลับไปทำงานเก่า
หลังจากสมัครเป็นนักธุรกิจอิสระแล้ว ใครที่มุ่งมั่นจริงๆมักกลับมาศึกษาเรื่องที่เคยฟังไปแล้วแบบเจาะลึกลงในรายละเอียด รวมทั้งขวนขวายพัฒนาทักษะอื่นๆเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพอย่างเช่น ทัศนคติสู่ความสำเร็จ การเป็นผู้นำ การสื่อสาร การพบปะผู้คน การเอาชนะความกลัว ความสงสัย ความไม่มั่นใจในตัวเอง การเอาชนะความกลัวจากคำปฏิเสธ การสร้างความน่าเชื่อถือ การบริหารเงิน การลงทุน การบริหารเวลา การจัดระบบ เป็นต้น รวมทั้งการปรับปรุงบุคลิกภาพ รูปร่างหน้าตา การแต่งตัว กิริยามารยาท ฯลฯ จะเห็นว่ามีเรื่องที่ให้เรียนรู้พัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด เรียนไป ลองลงมือทำจริง รับเงินด้วย แถมทำให้ตัวเองดูดีขึ้นอีก
นั่นเป็นทักษะความรู้ที่จำเป็นต่อนักธุรกิจอิสระแบบออฟไลน์ คือพวกที่ออกไปพบปะพูดคุยกับผู้คน แต่ยังมีนักธุรกิจอิสระอีกกลุ่มหนึ่งที่เลือกใช้วิธีออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ไอทีเป็นเครื่องมือสื่อสารถึงเป้าหมายหรือผู้มุ่งหวังแบบไม่ต้องเจอตัว คนกลุ่มนี้จะต้องศึกษาเรื่องอุปกรณ์ไอทีอย่าง โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน แล้วใช้กลยุทธ์ทางออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง อาทิ เอสอีเอ็ม แลนดิ้งเพจ อีเมล์ วิดีโอคลิป โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค บล็อค คลาสสิฟายด์เว็บบอร์ด เป็นต้น
บางบริษัทบางกลุ่มก็จะสอนเรื่อง mindset ล้วงลึกถึงแก่นแท้จิตวิญญาณ เปลี่ยนวิธีคิดการมองโลกและทัศนคติกันเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ควรเรียนรู้ตั้งแต่ต้นจะดีกว่า และมีความสำคัญไม่ว่าจะทำงานแบบออฟไลน์หรือออนไลน์
โรเบิร์ต คิโยซากิ เขียนไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวถึงโอกาส 8 ข้อที่จะได้รับเมื่อเข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย ซึ่งข้อแรกคือ "โอกาสในการเรียนรู้ธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ" และเหตุผลข้อที่หนึ่ง ที่เขาอยากชักชวนให้ผู้คนเข้าสู่สายอาชีพนี้ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีจากเอ็มแอลเอ็ม ไม่ใช่เพราะ "แผนการตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูง" แต่เป็น "กระบวนการในการอบรมของบริษัท" ต่างหาก
ถ้าคุณกำลังเลือกบริษัทที่จะฝากผีฝากไข้ฝากอนาคตในวงการเอ็มแอลเอ็ม อย่ามุ่งความสนใจไปที่ผลตอบแทนเกินความจำเป็น แต่ให้มองหาบริษัทที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเติบโตแบบยั่งยืนกว่าการใช้เงินเป็นตัวล่อดึงเข้ามาเยอะๆ
และถ้า "อัพไลน์" หรือคนที่ดึงคุณเข้าไปอยู่ใต้เครือข่าย จะเป็นพวกให้ความสำคัญกับการศึกษา พัฒนาความรู้ความสามารถ พร้อมเป็น "โค้ช" หรือ "เทรนเนอร์" ให้กับคุณ ยิ่งเยี่ยมยอดขึ้นไปอีก คือคุณจะได้รับแรงหนุนทั้งจากบริษัทและทีมงาน
จากนั้นก็เป็น "คุณ" แล้วล่ะครับที่จะเรียนไป ทำงานไป ได้เงินด้วย แถมรูปกายภายนอกดูดีอีก ... ชีวิตจะเพอร์เฟ็คอะไรขนาดนั้น ^-^
ขอเชิญทำความรู้จักธุรกิจเครือข่ายได้ที่ http://www.elite-powerteam.com/tapana
พบปะแลกเปลี่ยนมุมมองได้ที่ https://www.facebook.com/tapana.jcteam
โรเบิร์ต คิโยซากิ กูรูด้านลงทุนและการเงินชาวอเมริกัน เจ้าของหนังสือซีรี่ส์ดัง "พ่อรวยสอนลูก" ตั้งชื่อเล่มที่เขียนถึงธุรกิจเครือข่ายไว้ค่อนข้างยาวว่า Rich Dad's the Business School for People who Like Helping People (ชื่อไทย "โรงเรียนสอนธุรกิจ สำหรับคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น") แต่คำที่เขาเน้นให้มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษบนหน้าปกคือ "the Business School" หรือ "โรงเรียนสอนธุรกิจ"
ขณะอ่านยังไม่ค่อยเก็ตกับชื่อหนังสือ จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่ธุรกิจเครือข่ายหรือเอ็มแอลเอ็มอย่างเต็มตัว ถึงซาบซึ้งกับคำว่า "the Business School" เพราะทำงานสายอาชีพนี้เหมือนกับเข้าโรงเรียนจริงๆ แต่ที่ดีกว่ามากๆคือ "เรียนไป ได้เงินไป" ไม่ต้องรอให้จบรับปริญญาแล้วค่อยออกไปหางานหาเงินเหมือนสมัยมหาวิทยาลัย
ในฐานะที่เดินผ่านรั้วโรงเรียน อ.อ.อ. มาก่อน ขอแนะนำในนักเรียนใหม่ลืมความรู้เดิม วางอีโก้จากความสำเร็จในสายงานเดิม ทำตัวเป็นแก้วเปล่า รอรับน้ำที่กำลังจะถูกเติม มีตัวอย่างผู้ประสบความสำเร็จในธุรกิจส่วนตัวท่านหนึ่ง กิจการไปได้ดี ค้าขายมีกำไร แล้วหันมาจับงานขาย พอตั้งหลักได้ปุ๊บ ท่านก็ลุยสร้างเครือข่ายด้วยวิธีของตัวเองทันที ไม่สนที่เคยได้ยินได้ฟังมาจากคอร์สอบรมของบริษัท ผลคือแป๊กครับ ถึงสปอนเซอร์คนเข้าเครือข่ายได้ แต่เหนื่อยสายตัวแทบขาด และจำนวนไม่ได้มากตามเป้า เป็นอยู่อย่างนี้หลายเดือน ถึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้แนวทางของบริษัทดู ผลคือเวิร์คสุดๆ เหนื่อยน้อย คนที่ตอบรับทำธุรกิจไม่เพียงมาก แต่เป็นคนที่มีประสิทธิภาพด้วย (ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่า ต้องเดินตามเป๊ะๆ เป็นสูตรคณิตศาสตร์นะครับ แค่ยึดเป็นแนวทาง และปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ตามสถานการณ์)
ส่วนใหญ่ บริษัทที่ทำธุรกิจเครือข่ายจะเชิญผู้สนใจเข้ามาฟังบรรยายเพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจสมัครทำธุรกิจอยู่แล้ว เรียกว่า OPP (ย่อมาจาก Opportunity หรือ "โอกาส") หรือ Super OPP กรณีที่เป็นงานใหญ่ มีวิทยากรดังๆมาพูด เนื้อหาหลักๆจะเป็นการป้อนทัศนคติใหม่ๆที่มีต่องาน เงิน เวลา และชีวิต ซึ่งจะได้จากการเข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายเมื่อเทียบกับงานประจำที่ทำอยู่ในฐานะมนุษย์เงินเดือน รวมถึงแนะนำบริษัท ผลิตภัณฑ์ตัวสินค้าที่จะนำไปขาย ผลตอบแทนที่ได้รับจากแผนการตลาด โบนัสรูปแบบต่างๆ ฯลฯ
ถ้าเริ่มสนใจธุรกิจเครือข่าย จะมีบรรยายสอนวิธีทำงานกันเลยทีเดียวเสมือนเป็นนักธุรกิจอิสระกันแล้ว เช่น ทำบัญชีรายชื่อผู้มุ่งหวัง (เป้าหมายที่จะติดต่อชักชวน), ไดอะล็อคในการโทรศัพท์นัดหมาย, วิธีนำเสนอแผนงาน, ติดตามผล ฯลฯ ซึ่งมาถึงจุดนี้ เป้าหมายก็มีข้อมูลมากพอแล้วที่จะตัดสินใจเดินหน้าหรือถอยหลังกลับไปทำงานเก่า
หลังจากสมัครเป็นนักธุรกิจอิสระแล้ว ใครที่มุ่งมั่นจริงๆมักกลับมาศึกษาเรื่องที่เคยฟังไปแล้วแบบเจาะลึกลงในรายละเอียด รวมทั้งขวนขวายพัฒนาทักษะอื่นๆเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพอย่างเช่น ทัศนคติสู่ความสำเร็จ การเป็นผู้นำ การสื่อสาร การพบปะผู้คน การเอาชนะความกลัว ความสงสัย ความไม่มั่นใจในตัวเอง การเอาชนะความกลัวจากคำปฏิเสธ การสร้างความน่าเชื่อถือ การบริหารเงิน การลงทุน การบริหารเวลา การจัดระบบ เป็นต้น รวมทั้งการปรับปรุงบุคลิกภาพ รูปร่างหน้าตา การแต่งตัว กิริยามารยาท ฯลฯ จะเห็นว่ามีเรื่องที่ให้เรียนรู้พัฒนาไม่มีที่สิ้นสุด เรียนไป ลองลงมือทำจริง รับเงินด้วย แถมทำให้ตัวเองดูดีขึ้นอีก
นั่นเป็นทักษะความรู้ที่จำเป็นต่อนักธุรกิจอิสระแบบออฟไลน์ คือพวกที่ออกไปพบปะพูดคุยกับผู้คน แต่ยังมีนักธุรกิจอิสระอีกกลุ่มหนึ่งที่เลือกใช้วิธีออนไลน์ ใช้เทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ไอทีเป็นเครื่องมือสื่อสารถึงเป้าหมายหรือผู้มุ่งหวังแบบไม่ต้องเจอตัว คนกลุ่มนี้จะต้องศึกษาเรื่องอุปกรณ์ไอทีอย่าง โน้ตบุ๊ค แท็บเล็ต สมาร์ทโฟน แล้วใช้กลยุทธ์ทางออนไลน์ มาร์เก็ตติ้ง อาทิ เอสอีเอ็ม แลนดิ้งเพจ อีเมล์ วิดีโอคลิป โซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค บล็อค คลาสสิฟายด์เว็บบอร์ด เป็นต้น
บางบริษัทบางกลุ่มก็จะสอนเรื่อง mindset ล้วงลึกถึงแก่นแท้จิตวิญญาณ เปลี่ยนวิธีคิดการมองโลกและทัศนคติกันเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ควรเรียนรู้ตั้งแต่ต้นจะดีกว่า และมีความสำคัญไม่ว่าจะทำงานแบบออฟไลน์หรือออนไลน์
โรเบิร์ต คิโยซากิ เขียนไว้ในหนังสือเล่มดังกล่าวถึงโอกาส 8 ข้อที่จะได้รับเมื่อเข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย ซึ่งข้อแรกคือ "โอกาสในการเรียนรู้ธุรกิจที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณ" และเหตุผลข้อที่หนึ่ง ที่เขาอยากชักชวนให้ผู้คนเข้าสู่สายอาชีพนี้ทั้งที่ตัวเองไม่ได้ร่ำรวยเป็นเศรษฐีจากเอ็มแอลเอ็ม ไม่ใช่เพราะ "แผนการตลาดที่ให้ผลตอบแทนสูง" แต่เป็น "กระบวนการในการอบรมของบริษัท" ต่างหาก
ถ้าคุณกำลังเลือกบริษัทที่จะฝากผีฝากไข้ฝากอนาคตในวงการเอ็มแอลเอ็ม อย่ามุ่งความสนใจไปที่ผลตอบแทนเกินความจำเป็น แต่ให้มองหาบริษัทที่ให้ความสำคัญในการพัฒนาบุคลากร ซึ่งจะช่วยให้บริษัทเติบโตแบบยั่งยืนกว่าการใช้เงินเป็นตัวล่อดึงเข้ามาเยอะๆ
และถ้า "อัพไลน์" หรือคนที่ดึงคุณเข้าไปอยู่ใต้เครือข่าย จะเป็นพวกให้ความสำคัญกับการศึกษา พัฒนาความรู้ความสามารถ พร้อมเป็น "โค้ช" หรือ "เทรนเนอร์" ให้กับคุณ ยิ่งเยี่ยมยอดขึ้นไปอีก คือคุณจะได้รับแรงหนุนทั้งจากบริษัทและทีมงาน
จากนั้นก็เป็น "คุณ" แล้วล่ะครับที่จะเรียนไป ทำงานไป ได้เงินด้วย แถมรูปกายภายนอกดูดีอีก ... ชีวิตจะเพอร์เฟ็คอะไรขนาดนั้น ^-^
ขอเชิญทำความรู้จักธุรกิจเครือข่ายได้ที่ http://www.elite-powerteam.com/tapana
พบปะแลกเปลี่ยนมุมมองได้ที่ https://www.facebook.com/tapana.jcteam
วันพุธที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556
My name is MLM wanting to be your friend.
คิดจะทำงานหนักทั้งที ดีไหมถ้า..
ทุ่มแรงกายแรงใจกับธุรกิจตัวเอง
..โชคดีที่วันนี้
มีช่องทางสร้างธุรกิจง่ายๆ
ลงทุนน้อยกว่าซื้อแฟรนไชส์
เสี่ยงน้อยกว่าทำกิจการทั่วไป
ไม่ต้องรอเกษียณตอนอายุ60
เซฟสุดๆทำพร้อมงานประจำได้
ช่องทางนี้ชื่อ "ธุรกิจเครือข่าย"
ล้างสมองสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟัง
เริ่มมาทำความรู้จักกับเค้าใหม่
คบกันจริงๆ เค้าอาจดีกว่าที่คิด
เหมือนกับที่ผมเป็นมาแล้ว
อ้อ..เรียกเค้าว่า MLM ก็ได้
^-^
คนรวยคิดแปลกๆ "ทำธุรกิจสำเร็จแล้ว..แต่ยังไม่เสร็จ" ?!?!
ผิดครับถ้าคิดว่า นักธุรกิจเครือข่ายส่วนใหญ่ย้ายมาจากอาชีพพนักงานขาย และเอ็มแอลเอ็มเป็นงานในฝันของมนุษย์เงินเดือนที่รายรับไม่พอรายจ่าย เพราะคนที่เข้ามาทำธุรกิจนี้มีความหลากหลายมากทั้งสายอาชีพและวัย และเชื่อหรือไม่ คนรวยจากการประกอบธุรกิจก็ร่วมเดินบนถนนเส้นนี้ด้วย พวกเขามองว่า กิจการที่ทำอยู่สำเร็จแต่ไม่เสร็จ ขณะที่เอ็มแอลเอ็มนั้น "สำเร็จและเสร็จ" (แต่ความรวยไม่เสร็จ)5.4 ล้านคน เป็นตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการของนักธุรกิจเครือข่ายหรือเอ็มแอลเอ็มในเมืองไทย หรือประมาณ 8.1 เปอร์เซนต์ของประชากรทั้งประเทศ (67 ล้านคน) และแนวโน้มยังเพิ่มขึ้นทุกปี เช่นเดียวกับอัตราเติบโตของยอดขายรวมที่เฉลี่ยเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 5-7 เปอร์เซนต์ โดยเมื่อปี 2555 พวกเขาช่วยกันขายและขยายเครือข่ายได้รวม 8.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีผู้ประเมินว่า ตัวเลขจะแตะหลักแสนล้านบาทแน่นอนเมื่อสิบประเทศกลุ่มเออีซีเปิดประตูเสรีในปี 2558
ผมเคยนึกเล่นๆ (สงสัยตัวเองอยู่เหมือนกันว่า หาประโยชน์อันใดมิทราบ) ว่า ส่วนใหญ่เป็นคนอาชีพไหนที่เปลี่ยนงานเก่ามาทำธุรกิจเครือข่าย?
อาชีพแรกที่ผุดขึ้นมาคือ เซลส์แมนหรือพนักงานขาย เพราะมีทักษะความสามารถและรักงานขายอยู่แล้ว ถ้าเห็นผลตอบแทนจากแผนการตลาดของบริษัทต่างๆ ก็น่าเปลี่ยนมาจับงานขายตรงแบบหลายชั้น ที่ดูได้เงินเป็นกอบเป็นกำ ทั้งจากการหาของตนเอง และจากเปอร์เซนต์ของคนที่อยู่ในสายงานตามลำดับชั้นตาม "หลักคานผ่อนแรง" ของพอล เก็ตตี้ มหาเศรษฐีพันล้านคนแรกของโลก ซึ่งบอกว่า "ผมยินดีรับผลตอบแทนหนึ่งเปอร์เซนต์จากการทำงานของคนร้อยคน มากกว่าได้รับผลตอบแทนร้อยเปอร์เซนต์จากการทำงานของผมเพียงคนเดียว"
ผิดคาดครับหลังจากคุยกับเพื่อนฝูงรุ่นพี่รุ่นน้องที่อยู่ในสายงานขาย แทบทุกคนเซย์โนกับเอ็มแอลเอ็ม เช่น "โอ๊ย! มีคนชวนมาเยอะ แต่ไม่เอาหรอก ขายอย่างทุกวันนี้ก็เงินดีอยู่แล้ว" หรือ "บริษัทพวกนี้จ่ายเงินดีแค่ปีแรกๆแล้วก็ปิดกิจการ" ยกเว้นกลุ่มขายประกัน ที่ใช้ระบบขายตรงแบบเครือข่ายเหมือนกัน จะแบ่งรับแบ่งสู้ ขอพิจารณาเงื่อนไขผลประโยชน์เพื่อเปรียบเทียบกับงานที่ทำอยู่ ส่วนนักขายรุ่นเก่าๆ มักปฏิเสธเพราะมีรายได้ดีอยู่แล้วจากฐานที่สั่งสมมาหลายปี
เหตุผลหลักที่นักขายทั่วไปปฏิเสธน่ามาจากภาพพจน์ที่ไม่ดีออกสีเทาๆไปทางโทนดำของเอ็มแอลเอ็ม กลัวถูกหลอกเลยไม่เอาดีกว่า อีกอย่างงานขายที่ทำอยู่เป็นลักษณะวันแมนโชว์ ไม่ต้องปวดหัวกับทีมงาน ซึ่งแม้มีทีมงาน แต่ก็เป็นกลุ่มเล็กๆหรือถ้าใหญ่จะออกแนวผู้บังคับบัญชาสั่งได้ ต่างกับทีมงานในเอ็มแอลเอ็ม ซึ่งจะประสบความสำเร็จมากขึ้นตามเครือข่ายทีมงานที่ใหญ่ขึ้น ที่สำคัญทุกคนที่อยู่ใต้เรา ต่างมีอิสระ ไม่สามารถสั่งซ้ายหันขวาหัน ผู้นำในวงการนี้จึงต้องมีจิตวิทยาสูง ใช้ทั้งไม้แข็งไม้นวม แถมรับหน้าที่เทรนเนอร์สอนความรู้ทักษะ รวมถึงทัศนคติที่ดีกับงานอีก ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบที่หนัก
แล้วส่วนใหญ่เป็นใครกันที่ก้าวเข้ามาเป็นนักธุรกิจอิสระบนถนนเอ็มแอลเอ็ม คำตอบคือสรุปแบบฟันธงไม่ได้ เพราะหลากหลายสาขาอาชีพมาก ไม่ใช่เพียงพนักงานออฟฟิศพวก white-collar ขนาดแม่ค้าหรือสาวโรงงานยังทำ แถมทำจนมีรายได้เดือนหนึ่งตกหลักหมื่นหลักแสน อายุของคนที่หันมาจับงานนี้ก็หลากหลายด้วย หลายคนยังเรียนในมหาวิทยาลัย หลายคนอยู่ในวัยใกล้เกษียณ บางคนสูงวัยระดับอยู่บ้านเลี้ยงหลานยังมาทำ ทั้งนี้เพราะนักธุรกิจเอ็มแอลเอ็มไม่ต้องทำงานตลอดชีวิต ถ้าทุ่มเทสุดๆสัก 4-6 ปี จนมีรายได้เข้ามาต่อเนื่องถึงตัวเลขที่พอใจ ก็สามารถหยุด หรือทำต่อไปแบบเบาๆได้
อีกประเด็นหนึ่ง ผมมองว่า นักธุรกิจเครือข่ายน่าจะเคยเป็นพวกที่รายรับไม่พอรายจ่าย ไม่ได้หมายความว่าจนนะครับ ฐานะปานกลางหรือมีเงินเดือนหลักหมื่นก็ได้ แต่มีเงินไม่พอซื้อของที่อยากได้ หรือไม่ก็รูดบัตรเครดิตจนต้องเร่งหารายได้เพิ่มเพื่อใช้หนี้
บางคนจริง บางคนไม่ใช่ แต่ค่อนข้างเซอร์ไพรส์คือ คนรวยเป็นถึงเจ้าของธุรกิจก็อยู่ในขบวนนักธุรกิจเครือข่ายด้วย ซึ่งเจ้าของธุรกิจที่ว่านี่ กิจการก็ไปได้ดีค้าขายมีกำไร ไม่ใช่ขาดทุนจนต้องหาเงินทางอื่นมาโป๊ะ และกิจการมีทั้งขนาดกลางถึงใหญ่ทีเดียว (แว่วว่าเจ้าของห้างสรรพสินค้าใหญ่ท่านหนึ่งด้วย)
ถามว่ารวยอยู่แล้ว ทำไมต้องมาขายตรงแบบเครือข่ายที่ผู้คนรู้สึกยี้กัน? คำตอบที่ได้รับคือ
"ธุรกิจสำเร็จ
แต่ไม่เสร็จ"
"ธุรกิจที่ทำอยู่ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ฐานะรายได้การเงินก็มั่นคง อนาคตสดใสสามารถเติบโตไปได้เรื่อยๆ แต่งานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ มันหยุดไม่ได้ จริงอยู่ที่บริษัทมีผู้จัดการผู้บริหารมาดูแลแบ่งเบาภาระ ลูกหลานสามารถเข้ามารับไม้ต่อได้ แต่มองว่า เป็นงานที่ไม่มีวันเสร็จ ซึ่งในแง่ธุรกิจก็เป็นเรื่องดี ที่มันสามารถเลี้ยงตัวและเติบโตได้เรื่อยๆ ส่วนตัวไม่มีปัญหากับงานหนัก แต่ดีกว่าไหมถ้ามีงานสักอย่างหนึ่ง สามารถประสบความสำเร็จได้ แล้วถ้าหยุดทำ ยังมีเงินเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งคำตอบคือ ธุรกิจเครือข่ายหรือเอ็มแอลเอ็ม ที่ทุ่มเทให้กับมันเพียงไม่กี่ปี จนสามารถสร้างเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ แต่ละคนที่อยู่ในองค์กรล้วนเอาจริงเอาจังกับงานที่ทำ พวกเขามีรายได้น่าพอใจ ซึ่งแน่นอน ทำให้รายได้ของผมเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว จนทุกวันนี้ธุรกิจเดิมไม่มีอะไรน่าห่วงแล้ว รายได้จะเพิ่มจะทรงตัวหรือทรุดลงเล็กน้อย ถ้าเป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจ ไม่ใช่เรื่องการบริหาร ถือว่าโอเค เพราะยังมีรายได้เข้ามาอีกทางอย่างต่อเนื่องจากเอ็มแอลเอ็ม"
ฟังแบบนี้ ต้องบอกว่า "ธุรกิจสำเร็จ และรวยไม่เสร็จ" ต่างหาก ^^
<> ขอเชิญทำความรู้จักธุรกิจเครือข่ายได้ที่ http://www.elite-powerteam.com/tapana
<> พบปะแลกเปลี่ยนมุมมองได้ที่ https://www.facebook.com/tapana.jcteam
วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556
โอกาส(รวย)มากมายกองตรงหน้า ต้องเลือกแล้ว
กูรูด้านอีเบย์สอนลูกศิษย์ว่า "เศรษฐีเห็นโอกาส และโอกาสมีอยู่ทุกหนแห่ง" เป็นเช่นนั้นจริงๆ เป็นเช่นนั้นทุกธุรกิจ และเป็นเช่นนั้นมาตลอด บางทีความยากอาจอยู่ที่ "เราจะเลือกอะไรในความเยอะนั้น" ถึงเวลาที่ต้องเลือกแล้วครับ..เหมือนผมที่ตัดสินใจแล้ว
"อาจารย์โจ" ไพรัช ศรีนครินทร์ ยอดนักขายระดับพาวเวอร์เซลเลอร์และวิทยากรด้านอีเบย์ เว็บซื้อขายบนเน็ตอันดับหนึ่งของโลก กล่าวว่า "หนึ่ง..เศรษฐีเห็นโอกาส" และ "สอง..โอกาสมีอยู่ทุกหนแห่ง" แม้ประโยคทั้งสองถูกเอ่ยระหว่างการบรรยายเรื่องการทำธุรกิจบนอีเบย์ แต่มันก็เป็นจริงกับธุรกิจประเภทอื่นๆเช่นกัน ซึ่งผมเองเห็นด้วยกับที่อ.โจพูดครับ จากที่อ่านฟังประวัติของบรรดาคนรวยๆที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาล้วนมีสายตามีมุมมองต่างกับชาวบ้านทั่วไปจริงๆ ไม่ว่ายุคสมัยไหน ถือว่าคุณสมบัติร่วมข้อหนึ่งของเศรษฐี
ขณะนึกเรื่องโอกาส มีความคิดหนึ่งแว้บเข้ามาในหัว "โอกาสสมัยนี้ มันมาให้เห็นง่ายกว่าสมัยก่อน" ... เทียบกับยุค 30 ปีก่อนแล้วกัน ถ้าอยากรวย ข้อมูลดิบที่อยู่ในการรับรู้ของเด็กรุ่นนั้น มีไม่กี่อย่าง ต้องเอนทรานซ์คณะแพทย์ วิศวะ สถาปัตย์ จบออกมามีงานทำรวยแน่ ถ้ารับปริญญาตรีสายอื่น ต้องมองหาบริษัทใหญ่ๆโตๆ เงินเดือนจะได้สูงๆ ถ้าเอาแบบชัวร์ๆมีเงินใช้ยาวถึงหลังเกษียณต้องรับราชการ ไม่ก็เรียนสูงๆจบด็อกเตอร์ไปเลย ส่วนเรื่องทำมาค้าขาย คิดได้แค่ขายคนแถวบ้าน เผื่อขายดิบขายดี ก็ขยายร้านเป็น 2-3 ห้องแถว
ไม่อยากเชื่อเลยว่า แค่ไม่กี่สิบปี โอกาสร่ำรวยจะโผล่มาให้เห็นง่ายและมากมายอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เหมือนกับที่ผมไม่เคยคิดว่า ในชีวิตนี้จะได้ดูฟุตบอลอังกฤษสดๆครบทุกแมตช์ทางทีวี เพราะสมัยเด็กๆ มีเกมลูกหนังเมืองผู้ดีให้ลุ้นสดๆปีละครั้งคือ นัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ โลกสมัยนี้เปลี่ยนแปลงเร็วจริงๆ เร็วด้วยสปีดที่สูงมาก เด็กสมัยนี้ที่อาจนึกภาพการเปลี่ยนแปลงที่ผมรู้สึกไม่อออก ลองคิดถึง gadget อย่างโทรศัพท์มือถือหรือพีซี-โน้ตบุ๊ค ก็แล้วกัน ว่ามันมาเร็วไปเร็วขนาดไหน
ถ้าอยากทราบว่า โอกาสรวยปรากฏตัวให้เห็นง่ายขนาดไหน ให้เข้าไปในร้านขายหนังสือแฟรนไชส์สาขาใหญ่ๆหน่อย เดินตรงไปที่หมวดธุรกิจกับคอมพิวเตอร์ จะพบหนังสือฮาวทูรวยอย่างไรเต็มชั้นไปหมด มีพ็อกเก็ตบุ๊คอย่างรวยเป็นล้านด้วยการเป็นเจ้าของร้านขายกาแฟ เบเกอรี่ ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว สะดวกซื้อ ซักรีด ฯลฯ รวยง่ายๆแบบออนไลน์จากร้านค้าบนเน็ต ขายของผ่านอีเบย์ ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ให้บริการโน้นนั่นนี่บนโซเชี่ยลมีเดีย สร้างบล็อค รายได้จากกูเกิ้ล อะเมซอน ฯลฯ เป็นเศรษฐีด้วยการลงทุนในหุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวม ตลาดเงิน ฯลฯ หรือโฆษณาในเฟซบุ๊ค เว็บบอร์ด บล็อก แบนเนอร์ ก็เต็มไปด้วยงานที่ทำแล้วรวยแน่ เงินไหลเข้าราวกับเครื่องพิมพ์ธนบัตร นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต้องออกไปหาลูกค้า ฯลฯ
"โอกาสรวย" มันเยอะจริงๆครับด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย โลกที่แคบลง ประเทศต่างๆเชื่อมถึงกันหมด สภาพแวดล้อมสังคมเศรษฐกิจก็เอื้ออำนวยต่างๆนานา และที่สำคัญ คนไม่เพียงมองเห็น แต่ยังนำแบ่งปัน บอกต่ออย่างกว้างขวาง แนะนำวิธีสอนขั้นตอนเสร็จสรรพละเอียดยิบ ชนิดทำตามเรียงบทที่ 1-2-3-4-5... จบเล่ม รวยเลย!!!
คำถามที่ต้องขบคิดต่อมาคือ "โอกาสรวย เยอะขนาดนี้ มีต้นแบบให้ก๊อปปี้ชัดเจนขนาดนี้ เราจะเลือกโอกาสไหนดี" หรือโอกาสมายมายจนลายตา มองเห็นจนเวียนหัว คิดไม่ตก เลือกไม่ได้ กลับไปทำงานประจำ รับเงินเดือนต่อก็แล้วกัน อ้าววว..
ผมเคยผ่านประสบการณ์งงงวยเพราะลายตาในร้านหนังสือมาแล้ว ควักกระเป๋ารวมแล้วหลายพันบาทเฉพาะหมวดธุรกิจ-การตลาด-พัฒนาตัวเอง-คอมพิวเตอร์ไอที อ่านเล่มนี้ ธุรกิจนี้ก็ดูดี อ่านเล่มโน้น งานนี้พารวยแน่ แต่ยังเก้ๆกังๆไม่ยอมตัดสินใจโยนพวงมาลัยเลือกและทำอะไรจริงจังเสียที จนต้องกลับมาตั้งหลัก เอา "ตัวเอง" เป็นตัวตั้ง แล้วค่อยหาธุรกิจอะไรที่น่าสนใจ รู้สึกรักรู้สึกชอบที่จะทำ ต่างกับแต่ก่อนที่ใช้ "ธุรกิจ" เป็นตัวตั้ง แล้วมองความเป็นไปได้
ครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานก็ตัดสินใจได้ และเซอร์ไพรส์ กลับเป็น "ตัวเลือก" ที่มองข้ามมาตลอด แต่มาแรงแซงโค้งเข้าวินหน้าตาเฉย เป็นงานหรือธุรกิจที่ผมไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะทำ แต่ที่หยิบมาศึกษาหาหนังสือมาอ่านเพราะเพื่อนฝูงพยายามโน้มน้าวยกข้อดีต่างๆนานาให้จับธุรกิจตัวนี้ ชวนให้ไปนั่งฟังบรรยายแผนการตลาด รวมถึงพาไปซึมซับบรรยากาศงานฉลองผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ แต่เพราะทัศนคติส่วนตัว ทั้งที่มีต่อธุรกิจและอาชีพ จึงปิดประตูทุกครั้งที่โอกาสตัวนี้มาเคาะเรียก
ผมเลือก "ธุรกิจเครือข่าย" หรือ "เอ็มแอลเอ็ม" หรือที่คนไทยเรียกแบบเหมารวมว่าขายตรงนั่นแหละครับ
ผมเคยประมวลความคิดที่มาที่ไปของลักษณะการหารายได้รูปแบบต่างๆ ก่อนลงเอยที่ธุรกิจเครือข่ายไว้ในบล็อก http://tapanaone.blogspot.com เขียนเป็นมินิซีรี่ส์ 8 แปดตอนจบ ชื่อ MLM Series One ซึ่งคุณๆสามารถอ่านได้จากลิงค์ขวามือของบล็อก แต่ผมขอสรุปเหตุผลสั้นๆ ในการตัดสินใจจับธุรกิจเอ็มแอลเอ็มขณะที่อายุอานามจะแตกหลัก 50 ในปีหน้า ไว้ 3 ข้อดังนี้ครับ
1.
อยากทำงานที่มีรายได้แบบ passive
พักได้ หยุดได้ แต่ยังรับเงิน
ไม่ต้องรอเกษียณอายุหกสิบ
เลิกทำงาน แต่ยังมีรายได้
2.
อยากมีธุรกิจของตัวเอง
เป็นธุรกิจสำเร็จรูป พร้อมฮาว-ทู
ที่ลงทุนเบาๆ เสี่ยงน้อยๆ
ทำงานหนัก แต่ไม่ต้องทำจนแก่
3.
อายุอานามก็ใกล้ครึ่งศตวรรษ
วัยขนาดนี้ บ้าพลังไม่ไหวแล้ว
ขอเน้นสมองกับลูกเก๋าทำงาน
มีบริษัท, ระบบ, ทีมงานที่ดีช่วยหนุน
ภายหลัง มีโอกาสรับรู้ประโยคที่ประธานกรรมการบริษัทให้สัมภาษณ์ไว้ ก็ได้ใจของคนช่วงปลายวัยทำงานอย่างผมไปเต็มๆเลยครับ ท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้ดังนี้
"เราเพียงทำให้เห็นว่าเป็นองค์กรทันสมัย ส่วนคนที่จะมาทำเป็นรุ่นใหม่รุ่นเก่า เราไม่ได้คาดหวัง แต่เราค่อนข้างเชื่อว่า คนรุ่นเก่าคือกำลังสำคัญ ทำอะไรก็สำเร็จ เพราะทำอะไรทำจริง ทำนาน และไม่เลิก เพราะผ่านประสบการณ์มาแล้ว ล้มไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ เข้าเร็วออกเร็ว ตัดสินใจเร็ว แล้วเลิก อีกสามวันไม่เอาแล้ว สิ่งนี้ก็เป็นปัญหาเช่นกันสำหรับบริษัทขายตรง ที่เจอกลุ่มคนนี้ ยอดอาจขึ้นเร็ว แต่แป๊บเดียวก็ร่วง"
หวังว่า ธุรกิจเครือข่ายจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคุณนะครับ เรียนเชิญศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.elite-powerteam.com/tapana/ แล้วกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อรับ username และ password เพื่อเข้าระบบ ... ขอรับรองครับ ผมจะไม่นำข้อมูลที่กรอกไปให้คนอื่นส่งอีเมล์สแปมรบกวนเด็ดขาด เพราะผมก็เกลียดอะไรแบบนี้เช่นกัน (แม้แต่แท็กชื่อใครในเฟซบุ๊คเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ยังไม่ทำเลยครับ)
และถ้าอยากรู้จักเป็นการส่วนตัว ก็พบปะกันได้ที่เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/tapana.jcteam นะครับ
"อาจารย์โจ" ไพรัช ศรีนครินทร์ ยอดนักขายระดับพาวเวอร์เซลเลอร์และวิทยากรด้านอีเบย์ เว็บซื้อขายบนเน็ตอันดับหนึ่งของโลก กล่าวว่า "หนึ่ง..เศรษฐีเห็นโอกาส" และ "สอง..โอกาสมีอยู่ทุกหนแห่ง" แม้ประโยคทั้งสองถูกเอ่ยระหว่างการบรรยายเรื่องการทำธุรกิจบนอีเบย์ แต่มันก็เป็นจริงกับธุรกิจประเภทอื่นๆเช่นกัน ซึ่งผมเองเห็นด้วยกับที่อ.โจพูดครับ จากที่อ่านฟังประวัติของบรรดาคนรวยๆที่ประสบความสำเร็จ พวกเขาล้วนมีสายตามีมุมมองต่างกับชาวบ้านทั่วไปจริงๆ ไม่ว่ายุคสมัยไหน ถือว่าคุณสมบัติร่วมข้อหนึ่งของเศรษฐี
ขณะนึกเรื่องโอกาส มีความคิดหนึ่งแว้บเข้ามาในหัว "โอกาสสมัยนี้ มันมาให้เห็นง่ายกว่าสมัยก่อน" ... เทียบกับยุค 30 ปีก่อนแล้วกัน ถ้าอยากรวย ข้อมูลดิบที่อยู่ในการรับรู้ของเด็กรุ่นนั้น มีไม่กี่อย่าง ต้องเอนทรานซ์คณะแพทย์ วิศวะ สถาปัตย์ จบออกมามีงานทำรวยแน่ ถ้ารับปริญญาตรีสายอื่น ต้องมองหาบริษัทใหญ่ๆโตๆ เงินเดือนจะได้สูงๆ ถ้าเอาแบบชัวร์ๆมีเงินใช้ยาวถึงหลังเกษียณต้องรับราชการ ไม่ก็เรียนสูงๆจบด็อกเตอร์ไปเลย ส่วนเรื่องทำมาค้าขาย คิดได้แค่ขายคนแถวบ้าน เผื่อขายดิบขายดี ก็ขยายร้านเป็น 2-3 ห้องแถว
ไม่อยากเชื่อเลยว่า แค่ไม่กี่สิบปี โอกาสร่ำรวยจะโผล่มาให้เห็นง่ายและมากมายอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เหมือนกับที่ผมไม่เคยคิดว่า ในชีวิตนี้จะได้ดูฟุตบอลอังกฤษสดๆครบทุกแมตช์ทางทีวี เพราะสมัยเด็กๆ มีเกมลูกหนังเมืองผู้ดีให้ลุ้นสดๆปีละครั้งคือ นัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ โลกสมัยนี้เปลี่ยนแปลงเร็วจริงๆ เร็วด้วยสปีดที่สูงมาก เด็กสมัยนี้ที่อาจนึกภาพการเปลี่ยนแปลงที่ผมรู้สึกไม่อออก ลองคิดถึง gadget อย่างโทรศัพท์มือถือหรือพีซี-โน้ตบุ๊ค ก็แล้วกัน ว่ามันมาเร็วไปเร็วขนาดไหน
ถ้าอยากทราบว่า โอกาสรวยปรากฏตัวให้เห็นง่ายขนาดไหน ให้เข้าไปในร้านขายหนังสือแฟรนไชส์สาขาใหญ่ๆหน่อย เดินตรงไปที่หมวดธุรกิจกับคอมพิวเตอร์ จะพบหนังสือฮาวทูรวยอย่างไรเต็มชั้นไปหมด มีพ็อกเก็ตบุ๊คอย่างรวยเป็นล้านด้วยการเป็นเจ้าของร้านขายกาแฟ เบเกอรี่ ข้าวมันไก่ ก๋วยเตี๋ยว สะดวกซื้อ ซักรีด ฯลฯ รวยง่ายๆแบบออนไลน์จากร้านค้าบนเน็ต ขายของผ่านอีเบย์ ออนไลน์มาร์เก็ตติ้ง ให้บริการโน้นนั่นนี่บนโซเชี่ยลมีเดีย สร้างบล็อค รายได้จากกูเกิ้ล อะเมซอน ฯลฯ เป็นเศรษฐีด้วยการลงทุนในหุ้น ทองคำ อสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวม ตลาดเงิน ฯลฯ หรือโฆษณาในเฟซบุ๊ค เว็บบอร์ด บล็อก แบนเนอร์ ก็เต็มไปด้วยงานที่ทำแล้วรวยแน่ เงินไหลเข้าราวกับเครื่องพิมพ์ธนบัตร นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์วันละไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต้องออกไปหาลูกค้า ฯลฯ
"โอกาสรวย" มันเยอะจริงๆครับด้วยเทคโนโลยีอันทันสมัย โลกที่แคบลง ประเทศต่างๆเชื่อมถึงกันหมด สภาพแวดล้อมสังคมเศรษฐกิจก็เอื้ออำนวยต่างๆนานา และที่สำคัญ คนไม่เพียงมองเห็น แต่ยังนำแบ่งปัน บอกต่ออย่างกว้างขวาง แนะนำวิธีสอนขั้นตอนเสร็จสรรพละเอียดยิบ ชนิดทำตามเรียงบทที่ 1-2-3-4-5... จบเล่ม รวยเลย!!!
คำถามที่ต้องขบคิดต่อมาคือ "โอกาสรวย เยอะขนาดนี้ มีต้นแบบให้ก๊อปปี้ชัดเจนขนาดนี้ เราจะเลือกโอกาสไหนดี" หรือโอกาสมายมายจนลายตา มองเห็นจนเวียนหัว คิดไม่ตก เลือกไม่ได้ กลับไปทำงานประจำ รับเงินเดือนต่อก็แล้วกัน อ้าววว..
ผมเคยผ่านประสบการณ์งงงวยเพราะลายตาในร้านหนังสือมาแล้ว ควักกระเป๋ารวมแล้วหลายพันบาทเฉพาะหมวดธุรกิจ-การตลาด-พัฒนาตัวเอง-คอมพิวเตอร์ไอที อ่านเล่มนี้ ธุรกิจนี้ก็ดูดี อ่านเล่มโน้น งานนี้พารวยแน่ แต่ยังเก้ๆกังๆไม่ยอมตัดสินใจโยนพวงมาลัยเลือกและทำอะไรจริงจังเสียที จนต้องกลับมาตั้งหลัก เอา "ตัวเอง" เป็นตัวตั้ง แล้วค่อยหาธุรกิจอะไรที่น่าสนใจ รู้สึกรักรู้สึกชอบที่จะทำ ต่างกับแต่ก่อนที่ใช้ "ธุรกิจ" เป็นตัวตั้ง แล้วมองความเป็นไปได้
ครั้งนี้ใช้เวลาไม่นานก็ตัดสินใจได้ และเซอร์ไพรส์ กลับเป็น "ตัวเลือก" ที่มองข้ามมาตลอด แต่มาแรงแซงโค้งเข้าวินหน้าตาเฉย เป็นงานหรือธุรกิจที่ผมไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าจะทำ แต่ที่หยิบมาศึกษาหาหนังสือมาอ่านเพราะเพื่อนฝูงพยายามโน้มน้าวยกข้อดีต่างๆนานาให้จับธุรกิจตัวนี้ ชวนให้ไปนั่งฟังบรรยายแผนการตลาด รวมถึงพาไปซึมซับบรรยากาศงานฉลองผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพนี้ แต่เพราะทัศนคติส่วนตัว ทั้งที่มีต่อธุรกิจและอาชีพ จึงปิดประตูทุกครั้งที่โอกาสตัวนี้มาเคาะเรียก
ผมเลือก "ธุรกิจเครือข่าย" หรือ "เอ็มแอลเอ็ม" หรือที่คนไทยเรียกแบบเหมารวมว่าขายตรงนั่นแหละครับ
ผมเคยประมวลความคิดที่มาที่ไปของลักษณะการหารายได้รูปแบบต่างๆ ก่อนลงเอยที่ธุรกิจเครือข่ายไว้ในบล็อก http://tapanaone.blogspot.com เขียนเป็นมินิซีรี่ส์ 8 แปดตอนจบ ชื่อ MLM Series One ซึ่งคุณๆสามารถอ่านได้จากลิงค์ขวามือของบล็อก แต่ผมขอสรุปเหตุผลสั้นๆ ในการตัดสินใจจับธุรกิจเอ็มแอลเอ็มขณะที่อายุอานามจะแตกหลัก 50 ในปีหน้า ไว้ 3 ข้อดังนี้ครับ
1.
อยากทำงานที่มีรายได้แบบ passive
พักได้ หยุดได้ แต่ยังรับเงิน
ไม่ต้องรอเกษียณอายุหกสิบ
เลิกทำงาน แต่ยังมีรายได้
2.
อยากมีธุรกิจของตัวเอง
เป็นธุรกิจสำเร็จรูป พร้อมฮาว-ทู
ที่ลงทุนเบาๆ เสี่ยงน้อยๆ
ทำงานหนัก แต่ไม่ต้องทำจนแก่
3.
อายุอานามก็ใกล้ครึ่งศตวรรษ
วัยขนาดนี้ บ้าพลังไม่ไหวแล้ว
ขอเน้นสมองกับลูกเก๋าทำงาน
มีบริษัท, ระบบ, ทีมงานที่ดีช่วยหนุน
ภายหลัง มีโอกาสรับรู้ประโยคที่ประธานกรรมการบริษัทให้สัมภาษณ์ไว้ ก็ได้ใจของคนช่วงปลายวัยทำงานอย่างผมไปเต็มๆเลยครับ ท่านให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้ดังนี้
"เราเพียงทำให้เห็นว่าเป็นองค์กรทันสมัย ส่วนคนที่จะมาทำเป็นรุ่นใหม่รุ่นเก่า เราไม่ได้คาดหวัง แต่เราค่อนข้างเชื่อว่า คนรุ่นเก่าคือกำลังสำคัญ ทำอะไรก็สำเร็จ เพราะทำอะไรทำจริง ทำนาน และไม่เลิก เพราะผ่านประสบการณ์มาแล้ว ล้มไม่ได้แล้ว แต่ถ้าเป็นคนรุ่นใหม่ เข้าเร็วออกเร็ว ตัดสินใจเร็ว แล้วเลิก อีกสามวันไม่เอาแล้ว สิ่งนี้ก็เป็นปัญหาเช่นกันสำหรับบริษัทขายตรง ที่เจอกลุ่มคนนี้ ยอดอาจขึ้นเร็ว แต่แป๊บเดียวก็ร่วง"
หวังว่า ธุรกิจเครือข่ายจะเป็นหนึ่งในตัวเลือกของคุณนะครับ เรียนเชิญศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.elite-powerteam.com/tapana/ แล้วกรอกข้อมูลส่วนตัวเพื่อรับ username และ password เพื่อเข้าระบบ ... ขอรับรองครับ ผมจะไม่นำข้อมูลที่กรอกไปให้คนอื่นส่งอีเมล์สแปมรบกวนเด็ดขาด เพราะผมก็เกลียดอะไรแบบนี้เช่นกัน (แม้แต่แท็กชื่อใครในเฟซบุ๊คเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ยังไม่ทำเลยครับ)
และถ้าอยากรู้จักเป็นการส่วนตัว ก็พบปะกันได้ที่เฟซบุ๊ค https://www.facebook.com/tapana.jcteam นะครับ
วันอาทิตย์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556
ทำไมผมทำธุรกิจเครือข่าย?
ผมเขียนลำดับข้อมูล มุมมอง ความคิด
ก่อนตัดสินทำธุรกิจเครือข่าย
เป็นมินิซีรี่ส์ MLM แปดตอนจบ
(1) อุ่นใจเพิ่มรายได้หลายกระเป๋าเงิน
(2) เงินเพิ่มด้วยงานที่รักและชำนาญ
(3) Active Income ออกแรงถึงได้เงิน
(4) Passive Income อยู่เฉยๆ เงินวิ่งหา
(5) ธุรกิจทุนต่ำ เสี่ยงน้อย ได้ผลเร็ว
(6) AEC หนุน MLM ไทยทะลุแสนล้าน
(7) นักขาย MLM ทำงานหนัก รวยชัวร์
(8) เปลี่ยนแปลงชีวิตด้วย MLM
ลองอ่านนะครับจากลิงค์ขวามือ
ท่านเห็นด้วย ? หรือคิดต่าง ?
<> facebook.com/tapana.jcteam
<> elite-powerteam.com/tapana
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)





